|

จะมีความดีใดเล่า … เท่ากับการปกป้องคนไม่ให้ตกไปสู่ไฟนรก อิบนุ อับดุรรออูฟ ทุกวันนี้ผู้คนในแวดวงกิจกรรมอิสลามจำนวนไม่น้อยในสังคมของเราให้ความสนใจกับกิจกรรมที่เกิดประโยชน์น้อยมากในสังคม เช่น งานเมาลิด แม้ผมไม่ใช่ฝ่ายที่ตัดสินงานเมาลิดทุกประเภทว่าเป็นบิดอะฮฺที่ลุ่มหลง แต่ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมทุกวันนี้มันมีงานเมาลิดมากมายเหลือเกิน เมื่อก่อนผมเข้าใจว่า เมาลิดคงจะจัดแค่ระดับจังหวัดหรือระดับมัสญิด แต่ผมเพิ่งรู้ว่าทุกวันนี้เขาจัดเมาลิดกันในระดับครัวเรือนเสียด้วยซ้ำ ผมยอมรับได้ครับว่า ถ้าเมาลิดเป็นแค่การชุมนุมเพื่อเล่าเรื่องราวของท่านนบีฯ อันเป็นที่รักของเรา แล้วเลี้ยงอาหารนิดหน่อย หรือเป็นลักษณะงานวิชาการเพื่อวิเคราะห์ซีเราะฮฺ(ชีวประวัติท่านนบีฯ) แต่ทุกวันนี้มันไปไกลกว่านี้มาก มันกลายเป็นพิธีอะไรสักอย่างที่คนทำคิดว่าได้ผลบุญมากมายเหลือเกิน มันกลายเป็นกิจกรรมที่บางคนคิดว่าเป็น “สุนัต” ประเภทถ้าไม่ทำไม่ได้เสียแล้ว ผมจึงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราหลงประเด็นไปไกลขนาดนี้ ขณะนี้สังคมเราจัดงานเพื่อความรักต่อท่านนบีฯ แต่กลับปล่อยให้มีคนกล่าวถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามท่านนบีฯและคำสอนอิสลาม โดยรับฟังอย่างอดทนเกินความจำเป็น ผมมั่นใจว่าต่อให้อุละมาอ์ที่อนุโลมให้จัดเมาลิดนบีฯ ได้ อย่างอิหม่ามสุยูฏียฺ และอีกหลาย ๆ ท่านได้มาเห็นเมาลิดบางแห่งในบ้านเราที่มีการเดิน “อิสลามิคแฟชั่นโชว์” พวกเขาต้องสั่งปิดงานแห่งนั้นอย่างแน่นอน สังคมมุสลิมทุกวันนี้ละเลยกับฟิกฮฺ เอาละวิยาต (การเข้าใจถึงการลำดับความสำคัญ)อย่างน่าวิตกยิ่ง การเข้าใจฟิกฮฺ เอาละวิยาต ไม่ได้เป็นเพียงแค่รู้ว่า เราต้องจัดลำดับความสำคัญโดยนั่งประเมินกันเองส่วนตัว แต่ต้องเป็นการประเมินที่มาจากบรรดาอุละมาอ์ของมุสลิมและสถาบันศึกษาอนาคตอิสลามต่าง ๆ เพราะฟิกฮฺ เอาละวิยาต นั่นต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำและผ่านการชั่งน้ำหนักมาแล้วอย่างชัดเจน เพราะถ้าไม่มีข้อมูลเหล่านี้ มันก็ไม่อาจจัดลำดับความสำคัญโดยอาศัยหลักการอิสลามมาตัดสินได้เลย ในการจัดลำดับความสำคัญของความชั่วร้ายชิริกและกุฟรฺถือว่าเลวร้ายที่สุด และท่ามกลางกุฟรฺชนิดต่าง ๆ ไม่ว่ากุฟฺรของอะหฺลุลกิตาบ กุฟรฺของคนไม่ใช่มุสลิมทั่วไป และกุฟรฺของกลุ่มชนต่าง ๆ นั้น กุฟรฺที่รุนแรงอันดับหนึ่งกลายเป็นกุฟรฺของการปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าจากพวกนักอเทวนิยม พวกนักทฤษฎีดาวินนิสต์ ตลอดจนถึงพวกนักปรัชญาสำนักต่าง ๆ ที่กำเนิดในอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ในระยะหลัง ๆ นี้เป็นส่วนใหญ่ แต่กระนั้นสังคมเราต้องจำให้ขึ้นใจว่ายังมีกุฟรฺที่รุนแรงที่สุดและบ่อนทำลายสังคมมุสลิมอย่างน่ากลัวยิ่งกว่านั้นอีก นั่นคือกุฟรฺที่เกิดจากความเสื่อมโทรมในเชิงอะกีดะฮฺภายในสังคมมุสลิมเอง เป็นกุฟรฺที่ก่อให้เกิดการมุรตัด(การสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม) กุฟรที่เกิดกับผู้ที่เป็นมุสลิม จนทำให้เขาสูญเสียอิสลามไป อย่างที่ผมได้พบเจอเด็กวัยรุ่นมุสลิมบางคนกล่าวดูถูกการละหมาดว่า ละหมาดไปทำไม ไม่เห็นรวยขึ้น หรือไม่เชื่อในวันพิพากษา ไม่เชื่อในมลาอิกะฮฺ หรือบางคนผูกวัตถุศักดิ์สิทธิ์ไว้ที่เอว และอื่น ๆ อีกมากมาย นี่ยังไม่รวมมุรตัดที่ปรากฏในแนวคิดอุดมการณ์ชนิดต่าง ๆ ที่แฝงเข้ามาในสังคมเรา การจัดลำดับความสำคัญของสังคมเราทุกวันนี้ไม่ได้เป็นไปตามนั้น บางคนทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งวันทั้งคืนเพื่อพิสูจน์ในรายละเอียดของฟัตวาที่ตนเองเชื่อมั่นว่าถูกต้องกว่าคนอื่น เพื่อพิสูจน์ว่ากลุ่มทำงานของตนบริสุทธิ์กว่ากลุ่มอื่น และเพื่อพิสูจน์ว่ากลุ่มอื่นมีเรื่องบางเรื่องที่หลงผิดที่กลุ่มคนที่ยึดมั่นหลักการต้องต่อต้าน แต่ขณะเดียวกันกลับมองไม่เห็นถึงความสำคัญของการร่วมมือระหว่างคนในสังคมเพื่อคัดค้านสิ่งที่เป็นชิริกและกุฟรฺ ทำประหนึ่งว่าเป็นเรื่องชายขอบที่ใครก็สามารถจัดการได้ตามลำพัง การลำดับความสำคัญในการเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้ฟิกฮฺ เอาละวิยาต เข้ามากำหนด ไม่มีกองทัพที่แข็งแกร่งที่ใดในโลกสามารถเปิดศึกพร้อม ๆ กันหลายด้าน โดยไม่ประเมินกำลังของตัวเอง และไม่ประเมินว่าสมรภูมิใดที่จำเป็นต้องพิชิตก่อน เพราะมันมีผลในทางยุทธศาสตร์ระดับความเป็นความตาย คนทำงานอิสลามที่น่าสงสารที่สุด คือคนที่เผชิญกับปัญหาทุกด้านด้วยทรัพยากรของตนที่มีอยู่ในระดับเดียวกันหมด ใช้กำลังและความแข็งกร้าวที่เหมือนกันหมด ทั้งที่บางปัญหาเป็นแค่ทัศนะความเห็นที่แตกต่างกันในผลอิจญติฮาดเท่านั้นเอง ไม่ได้มีผลในการนำพาใครไปสู่ไฟนรกเลย ... เราไม่ควรมุ่งหวังมากนักกับอิสลามแบบราชการ ... แม้ผมไม่คิดในแง่ร้ายกับอิสลามแบบราชการ และผมเชื่อว่าด้วยศักยภาพของพวกเขา พวกเขาสามารถเข้ามาจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ แต่นั่นแหละอิสลามแบบราชการนั้นเชื่องช้าและมักติดอยู่ขั้นตอนที่ยุ่งยาก อีกทั้งความหวาดกลัวถึงสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อตำแหน่งของตัวเองทำให้มีผลต่อวิธีคิดของพวกเขาไม่น้อย ผมจึงไม่อยากให้สังคมให้ความหวังมากกับอิสลามที่ผ่านมาจากหน่วยงานของมุสลิมที่อิงอยู่กับราชการ แต่ทุกกลุ่มทำงานควรจะต้องทำงานในสนามที่ตัวเองถนัดเพื่อเผชิญหน้ากับกุฟรฺมุรตัด เคลื่อนไหวทั้งวิชาการและการปฏิบัติเพื่อปกป้องสังคมและลูกหลานมุสลิมไม่ให้ตกไปสู่หลุมพรางแห่งมุรตัด ... ท่านอบู บักรฺ อัศศิดดีก ได้ใช้กองกำลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลาม ทั้งในแง่ความกล้าหาญ คุณธรรม และอำนาจทำลายล้าง ที่พร้อมที่จะฆ่าและถูกฆ่าในสมรภูมิญิฮาด เพื่อเข้าไปทำศึกกับระบอบมุรตัดที่กำลังขยายใหญ่ขึ้น ท่านอิหม่ามอะหฺมัด บิน ฮัมบัล และอิหม่ามอบุล หะสัน อัล-อัชอารียฺ เป็นเอกชนที่กล้าเผชิญหน้ากับอำนาจของพวกมุอฺตะซิละฮฺที่ได้รับความนิยมในราชสำนักอับบาสียะฮฺอย่างไม่หวั่นเกรง เพราะมันไม่ได้เป็นสำนักคิดที่วางอยู่บนพื้นฐานของอิสลาม มันกำลังเปิดทางนำพาผู้คนไปสู่การดูหมิ่นดูแคลนต่ออะกีดะฮฺอิสลามอันบริสุทธิ์ ขณะที่อิหม่ามฆอซาลียฺ ได้ทิ้งตำแหน่งที่มีเกียรติและทรัพย์สินเงินทองจากสถาบันนิศอมียะฮฺ และจากการนับหน้าถือตาที่ได้จากวาซีร(เสนาบดี)นิศอมุลมุลกฺ และพวกผู้นำของราชวงศ์สัลญูกเติร์ก เพื่อแสวงหาความจริงภายใน และกล้บมาพร้อมกับวิจารณ์ปรัชญากรีกที่ได้รับการสนับสนุนจากระบอบการศึกษาของราชวงศ์อย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันกำลังล้อเล่นกับอะกีดะฮฺอิสลาม มันไปไกลถึงขึ้นปฏิเสธสิ่งเร้นลับต่าง ๆ ปฏิเสธนรก สวรรค์ จนอะกีดะฮฺ อิสลามกำลังจะถูกถอนรากถอนโคนอย่างไม่ได้ตระหนัก การต่อสู้ของเหล่านักฟื้นฟูในอดีต ไม่ได้กระทำบนพื้นฐานของความสะใจเพื่อตอบสนองอารมณ์อยากส่วนบุคคล แต่พวกเขาใช้ปัญญาไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว และพวกเขาไม่ได้มองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นความขัดแย้งระหว่างสำนักปรัชญาเช่นในยุโรปหรืออินเดีย แต่ได้เห็นชัดถึงการปะทะกันระหว่างสัจธรรมกับความหลงผิด ดังนั้น นี่จึงมิใช่การต่อสู้ที่มาจากความคิดที่ว่าอีกฝ่ายคิดไม่เหมือนตนจึงต้องทำให้เหมือนตน และมิใช่การต่อสู้เพื่อล้มแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งหรือกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งที่ตนไม่ชอบ ยิ่งกว่านั้นการต่อสู้นี้มิได้เป็นเพียงการต่อสู้กับกองทัพของอาหรับบางเผ่าที่มุรตัด หรือการต่อสู้กับสำนักมุอฺตะซิละฮฺ หรือสำนักปรัชญาของกรีก แต่พวกเขากำลังต่อสู้กับระบอบมุรตัดที่กำลังถาโถมใส่มวลชนมุสลิม แนวคิดและวิธีการต่าง ๆ ที่พวกเขานำเสนอเป็นกระบวนการที่พวกเขาได้อิจญติฮาดขึ้นมาเพื่อตอบโต้และป้องกันระบอบมุรตัดที่ก้าวร้าวเหล่านั้น ซึ่งอิจญติฮาดมีถูกมีผิด มิใช่เรื่องที่คนรุ่นหลังต้องเอามาทะเลาะถกเถียงเอาเป็นเอาตาย ระบอบแห่งมุรตัดในโลกยุคใหม่ภายในสังคมมุสลิมมีความซับซ้อนยิ่งกว่าในอดีตหลายเท่านัก ดังนั้น การต่อสู้จึงไม่ใช่หน้าที่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องเป็นของทุกกลุ่ม และไม่ใช่เป็นเพียงวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ต้องผสมผสานหลาย ๆ วิธีการ … โดยคำนึงประโยชน์สูงสุดที่สังคมจะได้รับในวันข้างหน้า จะมีความดีใดเล่าที่จะเท่ากับการปกป้องคนไม่ให้ตกไปสู่ไฟนรก ...โดยเฉพาะนรกตลอดกาล !! ...........................................
|